Menu

Showing posts with label Anti-social. Show all posts
Showing posts with label Anti-social. Show all posts

Sunday, July 5, 2009

A Bum's Life

Entry นี้ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะลองเขียนด้วยวิธีการใหม่ๆบ้าง
ก็คือจะใช้ภาพจาก Google Earth บรรยายด้วยการคำพูดโดย Illustrator
และอัพขึ้นให้คนอ่านด้วย Windows Live Writer

ประมาณปีที่แล้วเราได้พบเจอคนไร้บ้านคนหนึ่งขณะขับรถอยู่บ่อยๆ
อาจจะไม่ได้ฟังดูแปลกหรือน่าติ่นเต้นเท่าไหร่ที่เราจะเจอใครซ้ำๆ
แต่ที่มันน่าสนใจสำหรับเรื่องนี้ก็คือสถานที่ๆเราเจอเค้าแต่ละทีนี่มันดูไกลกันมาก
และสภาพของเค้าก็เด่นสะดุดตามากๆ

คุณคนไร้บ้านคนนี้เค้าเป็นชายอายุราวๆ 30 ผมเผ้ารุงรังตามประสา เนื้อตัวก็ดำสกปรก
และเค้ามักจะเดินอยู่ริมถนนมืดๆตอนกลางคืนแบบเสี่ยงให้รถเฉี่ยวชน โดยไม่ใส่เสื้อผ้าซักชิ้น
เราไปเจอเค้าใน 4 สถานที่ต่างกันตอนกลางคืน แต่กี่ครั้งๆก็คือยังอยู่ในสภาพที่ว่านี่

จุดแรกที่เจอตอเลิกงานประมาณ 1 ทุ่ม ที่ 5 แยกลาดพร้าว

จุดที่ 2 ตอนกลับจากมหา’ลัย ประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง แถวพระราม 9


จุดที่ 3 กลับจากมหา’ลัยอีกแล้ว 5 ทุ่มกว่าๆ ถนนใต้ทางด่วนซอยหมอเหล็ง


จุดที่ 4 ไปไหนจำไม่ได้ราวๆ 3 ทุ่ม แยกสุทธิสาร


ทั้งหมดนี้เจอภายใน 2 สัปดาห์ แต่ให้ดูแบบนี้อาจจะงงๆว่าที่ไหนคือที่ไหน
ไม่เป็นไร Google Earth ช่วยคุณได้


ทุกครั้งที่เจอเค้าจะต้องอยู่ในมุมอับแบบที่ถ้าไม่มีสติคงชนแน่ๆ และยืนนิ่งเหมือนโพสให้คนวาดรูป
ครั้งแรกยืนเกาะรั้วใต้สะพาน ครั้งที่สองยืนนิ่งริมถนน
ครั้งที่สามยืนถือไม้อะไรไม่รู้ใต้ทางด่วน ครั้งที่สี่สวมหูฟังที่ไม่ได้เสียบกับอะไร

เจ๋งจริงๆให้ตายเถอะ


Note:
- Windows Live Writer เหมือนจะดี แต่อัพโหลดรูปขึ้น blogger ไม่ได้
- เสียเวลามากๆ การทำอะไรแบบนี้

Friday, June 26, 2009

Dark Side Story


[image by: eco-photography @ flickr]

ธีรดล แกสตั้น เคยบอกเอาไว้ในหนังสือ Flure Therapy ใจความคร่าวๆคือ
การที่เขาไปร่วมงาน(คอนเสิร์ต)กับอรอรีย์ จุฬารัตน์เป็นเสมือนการปลดปล่อยความบ้าในตัว
ชำระด้านมืดของตัวเองเพื่อให้สามารถกลับมาทำเพลงกับฟลัวร์ได้อย่างเป็นฟลัวร์เต็มที่

เราว่าทุกคนก็มีด้านมืดในใจทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้าง เก็บอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง
ซึ่งคำว่าด้านมืดนั้นไม่ได้แปลว่าด้านที่เลวร้าย หรือน่าหวาดกลัวเสมอไปหรอก
สำหรับเราด้านมืดคือความเป็นตัวของตัวเอง ที่ฝืนกับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่
ทุกคนมีความฝัน มีอุดมคติ แต่บทบาทของตนในสังคมมักไม่เปิดโอกาสให้แสดงออกมา
ดังนั้นถ้ามีโอกาสที่สามารถทำแบบนั้นได้ ก็ย่อมอยากจะระบายปลดปล่อยมันออกมาให้สุด
ก่อนที่จะต้องกลับไปสวมหมวกบทบาทที่สังคมคาดหวังไว้อีกครั้งหนึ่ง

ในชั้นเรียนวิชาการตลาด อาจารย์ท่านหนึ่งได้พูดเอาไว้ว่า
คนเราส่วนใหญ่จะมีรองเท้าอยู่สามคู่

คู่แรกเป็นรองเท้าที่ใส่ไปทำงานเป็นประจำ
คู่ที่สองเป็นรองเท้าสวยๆไว้ใส่เฉพาะเวลาไปออกงาน
และคู่ที่สามคือรองเท้าแบบห่วยๆใส่สบายๆในวันว่าง
ความหมายของรองเท้าคู่แรกก็คือบุคลิกของเราที่เป็นไปตามบทบาททางสังคม
รองเท้าคู่ที่สองคือภาพลักษณ์ที่เราอยากจะแสดงให้คนอื่นเชื่อว่าเราเป็นอย่างไร
และคู่ที่สามคือตัวตนจริงๆอย่างที่เราเป็น โดยไม่ได้คำนึงว่าคนอื่นคิดอย่างไร

สัดส่วนความบ่อยในการใส่รองเท้าแต่ละแบบของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน
บางคนใช้เวลาอยู่กับรองเท้าคู่แรก อีกคนนึงก็พยายามจะใส่คู่ที่สองตลอดเวลา
อาจจะมีคนกลุ่มนึงที่โชคดีที่สามารถใส่คู่ที่สามได้บ่อยๆ หรือแม้แต่สามารถใส่ไปทำงานได้
หลายๆคนอาจจะคิดว่านั่นน่าอิจฉา (ในแวบแรกเราก็คิดเหมือนกัน) แต่พอมาคิดดูดีๆแล้วไม่เลย
เพราะถ้างั้นก็ต้องพยายามทำบุคลิกให้เข้ากับรองเท้าบ้านๆคู่นั้นอยู่ดี
เพราะกลายเป็นว่าสังคมคาดหวังให้เราใส่คู่นั้นอยู่ตลอด
เวลา
ไม่ว่ารองเท้าแบบไหนใส่นานๆโดยไม่เปลี่ยนเลยมันก็คงจะไม่ดีทั้งนั้น

พอคิดยังงี้แล้ว คนที่น่าอิจฉาน่าจะเป็นคนอย่างธีรดลนี่แหละ
รองเท้าคู่แรกก็สบายเท้าดี แต่ก็ยังมีโอกาสให้ใส่รองเท้าคู่ที่สามได้บ่อยๆด้วย


Note:
- ไม่เข้ามาเขียนนานๆ เล่นเอาเกือบลืมวิธีใส่รูปประกอบแน่ะ

Tuesday, December 18, 2007

How Old Are You?


[image by: ursulav @ deviantART]

คุณแก่กันแค่ไหนแล้ว? ไม่ได้ถามถึงอายุแต่ถามถึงความคิดอ่าน
ไม่ได้หมายความว่าแก่แล้วดีและเด็กแล้วจะไม่ดีนะ
แต่มันเป็นแค่มุมมองของคนที่มีอายุเยอะขึ้นแล้วเท่านั้นเอง

เด็กผู้ชายมัธยมจนถึงมหา'ลัยรวมตัวกันไปไหนต่อไหนกลุ่มใหญ่ๆ
แต่ก่อนเราก็เคยเป็นเด็กผู้ชายที่ไปไหนมาไหนกับเพื่อน
ตอนนั้นก็รู้สึกว่าเวลาไปเที่ยวเป็นกลุ่มมันมี"พลัง"ดี
แต่ตอนนี้รู้สึกมันเป็นภาพที่รกตาต่อคนที่พบเจอผ่านไปผ่านมา

เห็นคนที่แต่งรถมากมาย ท่อเสียงดัง เครื่องเสียงกังวานไพศาล
อันนี้เราไม่เคยทำ แต่ว่าแต่ก่อนก็รู้สึกโอเคกับบางอย่างอยู่บ้าง
แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเหล่านั้นมันไม่ใช่สาระของรถนี่นา

ผู้หญิงสาวหน้าตามีชาติตระกูลยืนสูบบุหรี่เป็นกลุ่ม 3 คนขึ้นไปหน้าตึก
จริงๆถ้าเป็นคนเดียวเราก็เฉยๆนะ แต่พอเป็นกลุ่มมันดูน่าสลดอย่างบอกไม่ถูก
ผู้หญิงกับบุหรี่มันทำให้ดู cool ได้นะ แต่ไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ

คนกินเหล้าแค่เพราะว่ารู้สึกว่าสังคม(เพื่อน)คาดหวังให้กิน
เราไม่เคยเป็นอีกเช่นกัน อาจจะเพราะไม่ค่อยมีสังคมอยู่แล้ว
แต่ถ้าเราไม่ดื่มด่ำกับอารมณ์ของการกินเหล้า มันก็แค่เท่ากับทำร้ายตับตัวเองไปเปล่าๆ

ลองดู list อีกที เหมือนกับว่าเราไม่ชอบการกระทำในลักษณะพฤติกรรมกลุ่มละมั้ง
อะไรที่ทำเพื่อคิดว่าตอบสนองความคาดหวังทางสังคมอย่างผิวเผินมันทำให้เรารำคาญ

แต่ก่อนเห็นพ่อชอบแวะดูร้านต้นไม้ก็เบื่อๆ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่ามันดียังไง
พ่อเคยบอกไว้ว่า คนหนุ่มสาวจะชอบดอกไม้ พอโตขึ้นมาจะชอบดูใบไม้
เมื่อโตอีกหน่อยจะชอบกิ่งก้านของมัน และก็เริ่มดูที่โครงลำต้นของมัน
สุดท้ายสิ่งที่เราดูและชื่นชมก็คือตอของมัน


Note:
- อย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าโชคดีคือการที่เราโตมาในยุคและสภาพแวดล้อมที่ฟังเพลงเพื่อเล่นดนตรี ไม่ใช่ฟังเพื่อแสดงออกถึงความอยู่ในกระแสนิยม

Thursday, November 29, 2007

Social Bug

ประกาศๆ

กำลังจะยกเลิก account บน hi5 แล้ว เนื่องจากได้รับเมล์ว่ามีคนรับ add request เราเยอะมาก ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ได้รู้จักเลย และไม่มีทางแน่ๆที่เราจะไปขอ add คนที่ไม่รู้จักก่อน ซึ่งทำให้คิดได้ว่า 1. มี bug หรือ ไวรัสในระบบ hi5 หรือ 2. มีคนเข้า account เรา ซึ่งทั้งสองทางก็ไม่น่ายินดีทั้งนั้น ที่สำคัญคือ ...

it hurts my pride as an anti-social!!!!

(สามารถฟ้องร้องได้มั้ยนะ ... เสีย brand equity)

Thursday, November 22, 2007

Interpersonal Skill Deficiency


[image by: graph93 @ deviantART]

สืบเนื่องจากข้อความบน blog ของน้องคนหนึ่งที่เราไม่เคยร่วมงานด้วย
แต่เราชอบของที่เค้าเขียน ก็เลยใส่เอาไว้ใน blog ring ของเราด้านข้าง
ขอ quote ข้อความจาก entry ของเค้ามาให้ลองอ่านกันหน่อยนะ

“กูจะเหี้ยของกูแบบนี้….ใครจะทำไม
มึงจะเหี้ยกันแบบไหน…มึงก็เหี้ยของมึงไป
ทำไมกูเหี้ยแบบนี้…มันก็เรื่องของกูไง
มึงจะเหี้ยขนาดไหน…กูไม่สนใจ
กูเป็นของกูแบบนี้…แล้วก็จะเหี้ยกันต่อไป
.
.
.
เชิญเหี้ยกันตามสบาย…เหี้ยกันตามอรรถภาพ”


โดย the Strongline


เราอ่านแล้วเราก็รู้สึกว่าเราก็มีความคิดคล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน
มีประโยคนึงที่เราใช้พูดในใจอยู่เรื่อยๆ วันนี้ก็เลยอยากเอามาบอกไว้งั้นเอง
เป็นพื้นฐานของแนวทางการสร้างสถานะทางสังคมของเรา

"ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณมาชอบผม เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาบอกว่าผมควรเป็นยังไง
และผมก็ไม่ได้ต้องการจะชอบคุณเพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องพยายามมาทำตัวให้ผมชอบเหมือนกัน
ผมจะเกลียดคุณมันก็เป็นเรื่องของผมและถ้าคุณจะเกลียดผมก็เชิญตามสบาย"
หมายเหตุ: บางวันสามารถเอา กู-มึง มาใส่ได้ตามความเหมาะสมทางอารมณ์ของเวลานั้นๆ

ใจความของมันก็คือ คนเราไม่ได้อยู่เพื่อทำให้คนอื่นทุกคนชอบ
คนเรามันก็มีดีมีเลว ไม่ต้องพยายามเสนอแต่เรื่องดีๆแล้วเรื่องเลวๆเอาไปซ่อน
คนที่พยายามทำให้คนอื่นชอบมากที่สุดก็เหมือนหลอกตัวเอง
คนอื่นชื่นชมเราแล้วมันดียังไง คนอื่นด่าเราแล้วมันแย่ยังไง
จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรสำคัญเรื่องถูกชอบหรือถูกเกลียด

แต่เรื่องที่สำคัญคือถึงจะเกลียดใครแค่ไหนก็ตาม
เรายังต้องรู้จักการให้เกียรติและเคารพกัน
เพราะว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน

Note:
- งานเสร็จไปอย่างนึงแล้ว ... เหลืออีก 4 ... เฮ่อ
- ตอนแรกกะจะไปยืม Transformers มาเปิดไว้เป็น background ตอนทำงานดึกๆ แต่ไปเห็น poster ของ Premonition เข้าแล้วหยุดยืนดูอยู่นานมาก ก็เลยยืมมาแทนซะงั้น เอารูปมาให้ลองดูมั่ง เผื่อจะรู้สึกเหมือนกัน

Monday, November 12, 2007

Sick and Grumpy


[image by: Nathan Huth @ flickr]
วันนี้ไม่ค่อยสบาย
ทำให้หงุดหงิดง่าย
นิดหน่อยก็รำคาญแล้ว
อย่ามาอยู่ใกล้
ต้องการความสงบ

Thursday, November 8, 2007

A Masterpiece of Lies


[image by: ian-x @ deviantART]

จากที่บ่นๆเรื่องการทำงานเพื่อหาเงินเมื่อวานนี้ ก็ทำให้นึกถึงคำของพี่อุ้ยขึ้นมา
(เคยเขียนถึงพี่อุ้ยไปแล้วครั้งหนึ่ง ไปอ่านได้ที่นี่)
พี่อุ้ยบอกว่า "จงอย่าเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานแล้วตกเป็นทาสของเงิน อย่าให้เงินมานำทางเรา -
แต่ว่าไอ้การที่จะรู้วิธีเอาชนะเงินได้นั้น เราต้องยอมทำตามกฎกติกาของมันให้ได้ก่อน"

เราลองไป search หารูปจากคำว่า "slavery"
ให้เวลา 5 วินาทีลองทายดูเล่นๆว่ามันมาพร้อมกับคำว่าอะไร


5 - - - 4 - - - 3 - - - 2 - - - 1 - - - 0



"Capitalism"
(นอกจากนั้นมันก็มีของเกี่ยวกับ Africa และก็ Sex แหละนะ)


มี Quote ของ Vladimir Lenin อยู่อันหนึ่งว่า:

"A lie told often enough becomes truth"


ขอจบแบบดื้อๆ

Friday, October 19, 2007

The Broken Soul


[image by: photosur @ flickr]

มีผู้หญิงอยู่ประเภทหนึ่งที่เราไม่สามารถอยู่ใกล้ได้
คือคนที่วิจารณ์เรื่องของคนอื่นได้อย่างหน้าตาเฉย
วิจารณ์โดยไม่คิดถึงมุมมองของคนอื่นเลย
และวิจารณ์โดยเอาบรรทัดฐานของตัวเองเป็นหลัก
เป็นคนที่พูดจาแบบมีตัวเองเป็นศูนย์กลางเสมอ
สามารถนึกตัดสินใจแทนคนอื่นแบบไม่ถามความเต็มใจ
คนเหล่านี้มักจะพูดจาด้วยน้ำเสียงและภาษาที่เรารับฟังไม่ค่อยได้เท่าไหร่

จริงๆก็ไม่เฉพาะผู้หญิงล่ะนะ แค่คนที่พูดถึงอยู่เป็นผู้หญิงที่กำลังคุยกับเพื่อนอยู่ในระยะที่เราเสือกจะไปได้ยินบทสนทนาของเค้าได้ก็เท่านั้นเอง

Friday, September 28, 2007

Because I Hate You So

ผมเกลียดคุณ ... ใช่แล้วผมเกลียดคุณ

ผมเกลียดคุณยิ่งกว่าที่ผมเกลียดสิ่งใดๆในโลกนี้
พูดได้ว่าผมเกลียดคุณทีสุดในโลก
ต่อไปผมอาจจะเกลียดอย่างอื่นมากกว่านี้
แต่วินาทีนี้คุณคือสิ่งที่ผมเกลียดที่สุด

ผมไม่ได้เกลียดสิ่งที่คุณเป็น หรือสิ่งที่คุณทำ
แต่ผมเกลียดแก่นแท้ของความเป็นคุณ และสิ่งที่บ่งบอกถึงตัวคุณ
ไม่ว่าคุณจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้
และนั่นย่อมแปลว่าคุณไม่มีวันทำให้ผมเลิกเกลียดคุณได้

คุณไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนกับความเกลียดของผมนี้
เพราะผมไม่ได้เรียกร้องหรือคาดหวังให้คุณรู้สึกชอบผม
ทั้งผมและคุณอาจไม่สามารถอยู่ร่วมกันในบริเวณเดียวกันได้
และหากคุณจะเกลียดผมคืน ผมก็ไม่รู้สึกขัดข้องใดๆ

ผมรู้ดีว่าโลกนี้มีความเกลียดชังอยู่มากเกินพอแล้ว
แต่ผมไม่สามารถอดใจให้ไม่เกลียดคุณได้
ความรู้สึกสำนึกผิดมันอาจจะคอยทิ่มแทงใจ
เมื่อความเกลียดชังมันครอบงำ ผมแทบจะไม่อยากหยุดเลย

มันแปลกรึเปล่าที่ผมรู้สึกกับคุณแบบที่ผมเป็นอยู่นี้
ถ้าเลือกได้ผมคงอยากให้เราไม่ต้องมีโอกาสมาใกล้กัน
มากกว่าที่จะขอให้คุณเปลี่ยนไปจากที่คุณเป็น
และมากกว่าที่ผมจะหยุดรู้สึกเกลียดชังคุณ

Tuesday, September 4, 2007

Stop the Floods




รู้สึกว่าช่วงนี้ผู้คนจะกลับมานิยม hi5 กันอีกครั้ง
เราคิดว่ามีเหตุผลหลักๆอยู่สามประการด้วยกัน
ข้อแรกคือพวก theme และ widget ที่มีออกมามากขึ้น
บรรดาของเล่นต่างๆที่นำมาแปะตกแต่ง profile ได้
ทั้งพวก glitter effect และ avatar น่ารักๆ
หรือแม้แต่การเอาเพลงหรือวิดีโอมาใส่เอาไว้
พวกนี้ทำให้ profile เราดูวูบวาบมากขึ้น คนเข้ามาก็ไม่ได้เจอแต่อะไรนิ่งๆ

ปัจจัยข้อสองคือพัฒนาการของตัวระบบ hi5 เอง
ทางเวบพยายามเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน
โดยเฉพาะในการเชื่อมโยง (connect) กับเพื่อนคนอื่นๆ
และเพื่อนของคนอื่นอีกที ... และเพื่อนของเพื่อนของคนอื่นอีกที
ระบบแบบนี้ทำให้สังคม social networking โตขึ้นเรื่อยๆ
เห็นได้ชัดจากการปรับหน้า home ใหม่ให้เราเลือก add “เพื่อน”ได้ง่ายมากๆ

และเหตุผลสุดท้ายที่เราคิดว่าเป็นข้อที่มีส่วนสำคัญที่สุด
นั่นคือการที่สังคม hi5 ได้หลุดเข้าไปสู่สังคมกระแสหลักของอินเตอร์เนท
จากที่ในช่วงแรกมีแต่กลุ่มผู้ใช้งานอินเตอร์เนทระดับกลาง (intermediate) ขึ้นไป
ยุคแรกคนเล่น hi5 (และอื่นๆเช่น myspace) จะอยู่ในช่วงอายุ 15 – 30 ปี
ตอนนี้ช่วงอายุคนเล่นขยายออกกว้างขึ้นมาก อยู่ในช่วง 10 – 50 ปี
เมื่อวานนี้เราได้ยินอาเสี่ยคนนึงคุยกับ“เด็ก”ของเขาเรื่องcommentกันใน hi5
ซึ่งเราถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่มากๆ เราไม่เคยคิดว่าอาเสี่ยจะคุยเรื่อง hi5
เราไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าคนพวกนี้จะเล่นอินเตอร์เนท!

คาดว่ากลุ่มผู้ใช้จะขยายตัวมากขึ้นไปอีกสักระยะก่อนที่จะเงียบหายไป
ยกเว้นว่า hi5 จะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นให้เลือกภาษาไทยในเมนูการใช้งานได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นกลุ่มอายุและการศึกษาของผู้ใช้น่าจะขยายขึ้นไปได้อีก
จริงๆตอนนี้มีเวบไทยที่หนึ่งที่ทำของแบบเดียวกันอยู่
แต่ด้วยกลุ่มผู้ใช้ที่ยังไม่มากนัก น่าจะทำให้สังคมยังหลวมๆ ไม่แน่นเหมือน hi5 และจะหายไปในที่สุด

ขอพูดถึงอีกอย่างที่ตอนนี้กำลัง“อิน”มากใน hi5 นั่นคือการ comment
มีทั้งการแลก comment กันเหมือนพูดคุย
และการ comment ด้วย widget ไว้ใน profile ของเพื่อน
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ... ทำให้เรารำคาญมาก
จริงๆเหตุผลลึกๆของทั้งสองอย่างคือทำให้คนสนใจ ผู้ให้ comment
แต่มันเบี่ยงเบนเหตุผลจริงๆของการ comment
นั่นคือการให้ “ความเห็น” เกี่ยวกับเจ้าของ profile นั้นๆ
ถ้าหากจะพูดคุยทำไมไม่ส่ง Message ซึ่งระบบเตรียมไว้ให้
หรือถ้ากลัวคนอื่นไม่เห็นว่าคุยอะไรกัน ก็เขียนใน Scrapbook ที่เขาก็เตรียมให้เช่นกันสิ
ส่วนไอ้การมาโฆษณาตนเองด้วยการใส่ widget เอาไว้นี่
เราถือว่ามันเป็นการกระทำที่ “หยาบคาย” มากๆ
มันเป็นการทำลายหน้าตาของ profile คนๆนึงที่ตั้งใจทำเอาไว้เลย
ทำให้หน้า profile ของคนอื่นรก และกิน resource ของ host โดยไม่จำเป็น
(เรื่อง resource มันจะโยงไปถึงเรื่องทรัพยากรธรรมชาติด้วย แต่มันไกลจากประเด็นนี้)
เพียงเพื่อความต้องการส่วนตัวของตนเองเท่านั้น

ถามว่ามันเป็นเรื่องสำคัญมั้ย เราว่าจริงๆก็อาจจะไม่ค่อยหรอก
เพราะเราก็เลือกที่จะปล่อยมันผ่านไปโดยไม่ต้องไปสนใจก็ได้

แต่เราแค่เป็นห่วงสภาพสังคมที่ผู้คนทำอะไรโดยปราศจากความเคารพต่อคนอื่น


ก็แค่นั้นเอง


Note:
- มีคนบอกว่าชื่อภาษาไทยของ hi5 คือ www.สวัสดีฮ่า.com
- ขออภัยล่วงหน้าสำหรับใครก็ตามที่มา comment อะไรที่ไม่มีประเด็นเอาไว้ในหน้า profile เรา จะขอลบโดยไม่บอกกล่าวนะ
- ตัวเลขเรื่องช่วงอายุผู้ใช้มาจากการประมาณการของเราเอง ไม่สามารถนำไปอ้างอิงในการทำรายงานใดๆได้

Monday, July 9, 2007

Mental Frustration

อึดอัดอะไรก็ไม่รู้ แต่เจอเรื่องไม่น่าชอบใจอยู่เยอะเหมือนกัน
เกือบทุกเรื่องจะเกิดจาก "คน" อย่างเราๆนี่แหละ
และเรื่องที่เรารู้สึกว่าเป็นปัญหาของคนเหล่านี้คือการขาด "ความเคารพ"
จริงๆมันอาจจะดูเป็นเรื่องปกติของชีวิตในเมืองที่คนจะไม่ค่อยเคารพกัน
และน้ำใจก็ดูจะเป็นของที่หายากยิ่งกว่าเงินทอง (ทำไมเป็นงั้นนะ)


แต่สิ่งที่ทำให้เราถึงกับสิ้นศรัทธาคือคนเราดูจะขาดความเคารพแม้แต่ตนเอง
เราเจอคนที่มีท่าทีทำให้ตัวเองดูไม่น่านับถือด้วยความสมัครใจของเขาเองอยู่ทุกวัน
ทั้งคนที่แสดงความงกอย่างไม่เกรงใจอะไรบนท้องถนน (กลัวคนไม่รู้ว่างก)
การแต่งตัว-ทำผมอันน่าหัวเราะ แต่ดันกลายเป็นแฟชั่น (ถ้าเป็นรสนิยมจริงๆก็ไม่เป็นไร)
คนที่พูดจาด่าคนอื่นหน้าตาเฉย ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรน่าชื่นชม

พอเขียนได้แค่สองสามข้อก็รู้สึกว่าควรหยุดดีกว่า
พวกเราเจอของแย่ๆมามากพอแล้วในชีวิตประจำวัน
การมาชวนให้นึกถึงอีกอาจจะไม่ใช่เรื่องน่าทำนัก
แต่ขอฝากอะไรไว้สักอย่าง ... ถ้าใครมีเพื่อน - ญาติ - พี่น้อง
ขอความกรุณาบอกคนเหล่านั้นด้วยว่า "มึงช่วยเอาปกเสื้อลงได้มั้ย"

อย่าลืมนะครับ